Tuesday, August 21, 2012

ประวัติหลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต


     หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต เป็นพระสงฆ์ที่เล่าขานกันว่าทรงคุณพุทธาคมเข้มขลัง แห่งวัดกุดชมภู ต.กุดชมภู อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ท่านเป็นศิษย์สายตรงของพระครูวิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี พระเกจิอาจารย์ผู้มีความเข้มขลังมีพลังจิตสูง
     ชาติภูมิ หลวงปู่คำบุ ถือกำเนิดเกิด ณ บ้านกุดชมภู เมื่อวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2465 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ เกิดในตระกูล คำงาม โยมบิดา-มารดา ชื่อนายสาและนางหอม คำงาม ครอบครัวทำนาทำสวน หลวงปู่คำบุ ปัจจุบันท่านอายุ 86 ปี มีชื่อ-นามสกุลเดิมว่า คำบุ คำงาม ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน

     กาลต่อมาท่านเจริญวัยขึ้น มีอายุอันสมควร บิดามารดาได้ให้บรรพชาในปี พ.ศ.2482 ณ วัดกุดชมภู โดยมี พระครูญาณวิสุทธิคุณ (กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
     ภายหลังบวช ท่านได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้ พระครูวิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) วัดทุ่งศรีเมือง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และได้รับความเมตตาโอบอ้อมอารีจากหลวงปู่รอดเป็นอย่างยิ่ง

      อุปนิสัยของสามเณรคำบุ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้จึงมีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่รอด นันตโร แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์รอดจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่รอดจวบจนท่านได้ มรณภาพลง พระอาจารย์รอดก็กลับมาพำนักพักที่วัดบ้านม่วงตามเดิม
    
พระปลัดวิชาญ นิมนต์เกจิดังแห่งแดนอีสานใต้ หลวงปู่คำบุ วัดกุดชมภู เข้าร่วมงาน

แสดงมุทิตาจิตในวันคล้ายวันเกิด หลวงปู่สุภา กันตสีโล ที่มีสิริอายุถึง 118 ปี ในปีนี้

     กล่าวสำหรับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ท่านเป็นพระที่มีวิทยาคมแก่กล้า พระอาจารย์รอดเป็นคนบ้านเดียวกันกับสามเณรคำบุ (สมัยบวชเณร) จึงมีความคุ้นเคยกันมาก่อน

      ด้วยความที่สามเณรคำบุเป็นผู้มีนิสัยสงบเรียบร้อย ใจเย็น มีเหตุมีผล เหตุนี้เองพระอาจารย์รอด จึงได้ถ่ายทอดวิทยาคมต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาแก่สามเณรคำบุตั้งแต่นั้นเรื่อยมา จวบจนถึงวัยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จึงอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ.2486 ได้รับฉายาว่า "คุตตจิตโต" มี พระครูสาธุธรรมจารี (สา) วัดดอนจิก เป็นพระอุปัชฌาย์

     ครั้นบวชเป็นพระแล้ว หลวงปู่คำบุท่านยังคงแวะเวียนไปร่ำเรียนสรรพวิชาเวทมนตร์คาถาอาคมต่างๆ กับพระอาจารย์รอด ที่วัดบ้านม่วงอยู่เป็นประจำ ได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำรา จนมีความชำนาญแตกฉานจึงออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ หลวงปู่คำบุได้มีโอกาสร่ำเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมจากพระอาจารย์ที่มีความ ชำนาญด้านพระคาถาอาคมหลายรูปจนวิชาแกร่งกล้า จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดกุดชมภูจนถึงปัจจุบัน


     
     มีเรื่องน่าสนใจอยู่ตอนหนึ่ง เนื่องจากพระอาจารย์รอดท่านเป็นพระที่ร้อนวิชาชอบลองวิชาอยู่เสมอ เมื่อร่ำเรียนวิชาอาคมแขนงใดได้ก็จะนำมาทดสอบหรือทดลองวิชานั้นอยู่เป็นประจำ

     มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้สำเร็จวิชาหุงสีผึ้งมหาเสน่ห์ แล้วทำการทดลองปรากฏว่าบรรดาญาติโยมทั้งหญิงและชายแห่เข้ามาที่วัดเพื่อมาขอ สีผึ้งมหาเสน่ห์จากท่านอย่างมากมาย จนไม่มีเวลาประกอบกิจสงฆ์อันใดได้ ท่านจึงย้ายมาอยู่กับพระภิกษุคำบุ ที่วัดกุดชมภูและได้เขียนตำราเพื่อมอบให้กับพระภิกษุคำบุไว้ศึกษาเล่าเรียน สืบต่อไป


     พระภิกษุคำบุได้ศึกษาศาสตร์วิชาต่างๆ จากตำรา จนมีความชำนาญแตกฉาน จึงออกเดินจารึกธุดงค์เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ ได้มีโอกาสร่ำเรียนสายวิชาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมต่างๆ ในสายของท่านสำเร็จลุน แห่งวัดเวิ่นไชย เมืองปาเซ นครจำปาสัก พระผู้ทรงอภิญญา
     
     นอกจากการศึกษาวิชาทางด้านวิปัสสนากรรมฐานแล้ว สรรพวิชาอาคมทุกแขนง หลวงปู่คำบุท่านก็มีความชำนาญและได้หมั่นศึกษาฝึกฝนอยู่เป็นประจำ ตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์


     ปัจจุบัน หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต วัดกุดชมภู มีอายุถึง 86 ปี แต่ยังคงให้ความเมตตาศิษยานุศิษย์อย่างสม่ำเสมอ ในทุกวันอังคาร เสาร์ และอาทิตย์ ท่านจะประกอบพิธีลงเหล็กจารอักขระธรรมอักษรลาว ลงบนแผ่นหลังของบรรดาลูกศิษย์ที่เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ ด้วยความเมตตา


     การจารอักขระธรรมลงแผ่นหลังของหลวงปู่คำบุ ถือเป็นกุศโลบายทางธรรมเพื่อบ่งบอกถึง "ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตายหรือความหายนะ" ดังนั้นควรตั้งมั่นไม่ให้อยู่ในความประมาท ที่สำคัญถ้าท่านได้จารอักขระธรรมได้ครบถึง 7 ครั้ง ว่ากันว่าอักขระธรรมจะฝังลึกถึงกระดูกและถ้าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของครู บาอาจารย์อย่างเคร่งครัดแล้ว จะอยู่ยงคงทน ต่อศาสตราวุธทั้งปวง


แหล่งที่มา: คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6
                   อนุชา ทรงศิริ

      หน้า 31 ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด

Monday, August 20, 2012

กำหนดการงานแสดงมุทิตาจิต แด่หลวงปู่สุภา กันตสีโล ในวันที่ 17 กันยายน 2555

กำหนดการ งานฉลองอายุวัฒนมงคลและแสดงมุทิตาจิตสักการะ ถวายหลวงปู่สุภา กันตสีโล ในวาระอายุครบ 118 ปี ซี่งจะจัดในวันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2555 ที่วัดคอนสวรรค์ บ้านค้อเขียว ตำบลค้อเขียว อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

โดยงานนี้เป็นการร่วมมือกันของชาวคำบ่อ, วัดคอนสวรรค์, และลูกศิษย์หลวงปู่

และนอกจากนี้ก่อนหน้างานมุทิตาจิต หนี่งวัน จะมีงานบวชชีพราหมณ์, ทำวัตรเย็น, สวดมนต์นั่งสมาธิ และ ฟังธรรมเทศนา จากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 รูป





พระมหาเถราจารย์ 12 รูป  ประกอบด้วย
1. หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล
2. หลวงปู่คำบุ คตฺตจิตโต วัดกุดชมภู จ.อุบลราชธานี



หมายเหตุ: รายชื่อพระมหาเถราจารย์รออัพเดท

Sunday, August 19, 2012

เล่าเรื่องผีกงกอย

ประสบการณ์
จากธุดงค์วัตร

เล่าเรื่องผีกงกอย

     เมื่อครั้งที่หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล อยู่ปฏิบัติศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่สีทัตต์ ที่ถ้ำภูเขาควาย ประเทศลาว เข้าปีที่ห้า หลวงปู่สีทัตต์ได้ให้ท่านออกธุดงค์ ระยะแรกให้มีเพื่อนไปด้วย 2-3 รูป ชื่อพระสิม หลวงพ่อสังข์และสามเณรพร รวมเป็น 4 รูป 

     เริ่มออกธุดงค์จากถ้ำภูเขาควายขึ้นไปทางผาต๊อหน่อคำ อำเภอเซโปน จังหวัดเซโปน แขวงคำม่วน ประเทศลาว เป็นที่ๆ หลวงปู่สีทัตต์สั่งให้ท่านไปเพื่อทดสอบสมาธิและอุปนิสัย เมื่อเดินธุดงค์ไปถึงผาต๊อหน่อคำ (ทองคำ)  ชาวบ้านเล่าว่าพวกฝรั่งเศสเอาปืนยิงหน่อคำ (ทองคำ) เป็นยอดแหลมลงมาสัง 4-5 วา  ให้หลุดลงมา  แต่พวกฝรั่งเศสทำไม่สำเร็จเพราะโดนผีกงกอยกินตับหมด  จึงไม่มีใครสามารถเอาหน่อคำ (ทองคำ) ไปได้
     ที่ผาต๊อหน่อคำ มีผีกงกอยปกปักรักษาอยู่  เมื่อหลวงปู่สุภาและคณะธุดงค์มาถึงได้ปักกลดเรียงๆกัน ท่านจำได้ถึงคำสั่งของหลวงปู่สีทัตต์ให้ระวังว่า แม้ว่าเราจะมีศีล  แม้ว่าเราจะมีธรรม  ควรเคารพเจ้าป่าเจ้าเขา  ท่านเตือนไว้ว่า  ในถิ่นนั้นมีผีกงกอยอยู่ชุกชุม  หากหลวงพ่อสังข์ลืมคำสั่งสอนของหลวงปู่สีทัตต์ที่ว่า  หนึ่ง  ไม่ให้ตากผ้าทับพุ่มไม้ต่างๆ  สอง  ถ้าไปเอาฟืนต้มน้ำอย่าลากมา ให้แบกหรือหอบมา ถ้าขืนลากมาเมื่อถูกผีป่า  เราจะป้องกันไม่ได้เพราะเราทำผิด  ไม่ว่าพระ  ไม่ว่าใครๆทั้งหมด ย่อมทำผิดได้  เมื่อทำผิดแล้วอะไรเกิด ไม่มีใครแก้ไขได้  หลวงพ่อสังข์เกิดลืมนำมีดติดตัวไป จึงต้องลากไม้มา ทำให้หลวงพ่อสังข์ต้องมรณะภาพที่นั่นเอง


ภาพประกอบจากหนังสือ
๑๐๐ ปี หลวงปู่สุภา กันตสีโล
     พอตกกลางคืนตอนดึก ก็ได้ยินเสียงร้องของผีกงกอย ร้องว่า "กงก้อย กงก้อย ๆ" อย่างนี้ ถ้าเราทำผิดไปลากฟืนมา มันจะออกมาแล้วร้อง "ก่งก้อย กงก้อย กั๊ก" ไม่คนใดคนก็คนหนึ่งจะต้องมีอันเป็นไป ครั้นตกดึกมากๆ จะมีเสียงร้องคราง "อุ๊ย" เดียวเท่านั้น พอไปเปิดดู มีพดไม้ปิดทวาร เจ้าผีกงกอยล้วงตับไปกิน เมื่อหลวงพ่อสังข์มรณะภาพ พระสิม สามเณรพร ได้ลงมาหาชาวบ้านให้ช่วยหามศพ หลวงพ่อสังข์ ไปเผา
    สามเณรพร พระสิม เกิดความกลัวมาก จึงลาหลวงปู่สุภา กลับไปยังถ้ำภูเขาควาย เมื่อหลวงปู่สีทัตต์ถามว่า "ทำไม ไม่กลับพร้อมกันหมด กับหลวงปู่สุภา?" ก็ได้ตอบหลวงปู่สีทัตต์ว่า "หลวงพ่อสังข์ตายแล้ว" หลวงปู่สีทัตต์ถามว่า "ทำไมถึงตาย" ได้คำตอบว่า "หลวงพ่อสังข์ไปลากฟืน จึงถูกผีกงกอย จกตับไปกิน"  หลวงปู่สีทัตต์ถามต่อไปว่า "ทำไมปล่อยให้ลูกสุภาอยู่องค์เดียว"  ทั้งสองตอบหลวงปู่สีทัตต์ว่า "หลวงพ่อสุภา ท่านไม่กลับ ท่านมุ่งจะธุดงค์ต่อไปตามลำพัง" หลวงปู่สีท้ตต์จึงให้ญาติโยมไปตาม 

     ขณะนั้นหลวงปู่สุภาอายุ ๓๓ ปี บวชมาได้ ๑๓ พรรษา ญาติโยมไปตามบอกว่า หลวงปู่สีทัตต์ให้มารับกลับ แต่ท่านไม่ยอมกลับเนื่องจาก ได้นั่งพินิจพิจารณาว่า "เอ เราก็ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานแล้วว่า จะออกธุดงค์สัก ๒ เดือน ไว้เมื่อครบ ๒ เดือนแล้วจึงจะกลับ"  ตกลงหลวงปู่สุภาก็ไม่กลับ ญาติโยมก็เลยกลับไปที่ถ้ำภูเขาควาย กราบเรียนหลวงปู่สีทัตต์ หลวงปู่สุภาจึงเดินธุดงค์ต่อไปองค์เดียว และได้เดินย้อนกลับลงมาหลงป่าอยู่นานถึง ๑๕ วัน ไม่ได้ฉันจังหันเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งได้พบช้างพลาย มานำทาง มาส่งที่ชายป่า (จะเล่าในตอนพบ เจ้าช้างพลายน้อย)



     หลวงปู่สุภา เล่าให้ฟังต่อไปว่า หน่อคำ คือทองคำที่ผาต๊อ เป็นทองคำแท่งย้อย ลงมาจากหน้าผาของเขาลูกนั้นงอกขึ้นตามธรรมชาติ จึงเรียกว่า ผาต๊อหน่อคำ หมายถึง ทองคำงอกย้อยออกมาบนภูเขาเป็นหน่อๆ ที่ชันเป็นหน้าผาชะโงกออกไป ข้างบนหน้าผาเต็มไปด้วยหน่อคำ แต่ไม่มีใครขึ้นไปถึง

    มีลูกศิษย์กราบเรียนถามท่านว่า ลูกร่างผีกงกอยเป็นอย่างไร ท่านอธิบายว่า ผีกงกอย มีรูปร่างสูงแค่คืบ เป็นเพศหญิงไม่มีเพศชาย แต่มีพละกำลังมากมาย ใครอยากเห็นผีกงกอย ให้เดินด้วยส้นเท้า แต่ถ้าใครไม่อยากพบผี ให้เดินเขย่งปลายเท้า ปกติผีกงกอย จะอาศัยอยู่ตามภูเขา ที่มีน้ำซับไหลลงมา ผีพวกนี้กินปูหอยเป็นอาหาร ตาเนื้อของคนเราสามารถมองเห็นผีกงกอยได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ตาทิพย์ เวลาที่ผีกงกอยจะจกตับไปกิน เราจะมองไม่เห็นตัวมัน แต่ได้ยินเสียง ถ้าเมื่อไรได้ยินมันร้อง "กงก้อย กงก้อย กั๊ก กงก้อย กั๊ก" แสดงว่ามันจกตับไปกินเรียบร้อยแล้ว ผีจำพวกนี้ไม่กินอย่างอื่น นอกจากจะกินเฉพาะตับเท่านั้น คนทางภาคอีสาน จึงมักจะใช้เรื่องของผีกงกอย มาขู่เด็กๆทุกวันนี้  ท่านเล่าว่า ผีกงกอย ก็ยังมีอยู่ แม้กระทั่งหน่อคำบนหน้าผานั้น ก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะไม่มีใครที่จะสามารถขึ้นไปเอาหน่อคำนั้นลงมาได้


ภาพประกอบจากหนังสือ ๑๐๐ ปี หลวงปู่สุภา



ที่มา: หนังสือฉลองครบรอบอายุ ๑๐๐ ปี หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล

Saturday, August 18, 2012

ผีกองกอย

     กองกอยเป็นชื่อผีป่าพวกหนึ่ง มีชื่อเสียงอยู่ทางภาคอีสานและทางฝั่งประเทศลาว ที่มีชื่อเช่นนี้เพราะว่ามันร้อง"กองกอย" แต่บางแห่งว่า เรียกตามลักษณะของมัน คือ มันมีตีนเดียวไปไหนก็เขย่งเกงกอยไป บางท่านก็ว่าผีกองกอยนั้น นอกจากมีเท้าข้างเดียวแล้ว ยังเท้าปุกอีกด้วย ตามนิทานภาษาลาวเรื่องผีกองกอย เขาว่าผีพวกนี้มีเท้ากลับ ไทยทางภาคพายัพเรียก ผีกองกอยว่าผีตองเหลือง ผีกองกอยของลาวนั้น มีเล่าอยู่สองเรื่อง...



ผีกองกอย
     เรื่องหนึ่งเล่าว่า มีชายคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขา มีอาชีพในทางจับปลาในแม่น้ำเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน เช้าวันหนึ่ง เมื่อเขาไปตรวจดูข่ายดักปลา ปรากฎว่าไม่มีปลาติดเลยสักตัวเดียว และเมื่อเขากลับบ้านในตอนเย็น เขาก็ยังไม่ได้ปลาอยู่เช่นเดิม ในวันรุ่งขึ้นก็เช่นกันอีก เขาไม่ได้ปลาสักตัว ทั้งนี้ทำให้เขาฉงนสนเท่ห์ใจมาก เขาได้ตรวจดูตามพื้นทรายในบริเวณนั้น อย่างละเอียด ก็พบรอยเท้าเล็กๆ ขนาดเท้าเด็กย่ำไปมา เขาเดินตามรอยเท้านั้นไป 

     จนกระทั่งถึงถ้ำแห่งหนึ่ง เขาเดินไปในถ้ำก็พบหญิงร่างเล็กผมสีแดง เท้ากลับไปอยู่ข้างหลังผิดกับคนทั่วไป เขาแน่ใจว่าหญิงคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดาแน่ แต่เป็นผีกองกอย เขาจึงขอร้องไม่ให้หล่อนกินเขา ผีกองกอยจึงให้เขาสัญญาว่า เขาจะต้องเชื่อฟังหล่อน และเป็นสามีของหล่อน ถ้าเขายอมทำตาม ทรัพย์สมบัติต่างๆ ก็จะเป็นของเขา หน้าที่ที่จะต้องทำก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่เฝ้าถ้ำในระหว่างที่หล่อนออกไปหากินข้างนอก เขายอมตอบตกลงตามคำของหล่อน เพราะเขาคิดว่า อย่างไรเสีย เขาก็คงหาโอกาสหนีไปได้ เขาอยู่กับผีกองกอยเป็นเวลาหลายวัน จนสังเกตได้ว่า ผีกองกอยมักพูดตรงข้ามกับความจริงเสมอ เช่น ถ้าหล่อนบอกว่า จะไปนาน หล่อนก็จะหลับมาเร็ว และเมื่อบอกว่าจะกลับมาเร็ว ก็หมายความว่าจะไปนาน 




     เย็นวันหนึ่ง ผีกองกอยออกจากถ้ำและบอกเขาว่า จะออกไปข้างนอกซักครู่หนึ่งประเดี๋ยวก็กลับ เขาก็คิดว่าจะต้องออกไปนานแน่ จึงคิดหนี ได้เก็บทองใส่ถุงหนีออกจากถ้ำไป หลังจากที่ชายหนุ้มหนีไปไม่นานนัก ผีกองกอยก็กลับมาและเมื่อเห็นว่าถ้ำว่างเปล่า ก็รีบติดตามชายหนุ่มไปทันที สักครู่หนึ่งก็ตามทัน เขาจึงแกล้งทำล้มลง เอาศรีษะซุกเข้าไปในโพลงดิน เมื่อผีกองกอยตามมาถึงก็ร้องบอกให้เขากลับ แต่ชายหนุ่มไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย

     ในที่สุดผีกองกอยก็เปลี่ยนท่าทีใหม่ พูดกับเขาอย่างอ่อนหวาน และสัญญากับเขาต่างๆ นานา แต่เขาก็ยังคงนิ่งเฉยอยู่ ผีกองกอยจึงเอามือจี้ไปที่ร่างของเขา ชายหนุ่งก็ทำตัวแข็งไม่ยอมกระดุกกระดิกตัวเช่นเดิม ขณะนั้นผีกองกอยได้กลิ่นตุๆ ลอย ขึ้นมาจากร่างของชายหนุ่ม ผีกองกอยได้กลิ่นก็คิดว่าตายแล้ว นางมีความเสียใจมากร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่เป็นเวลานาน แล้วจึงจัดการฝังศพของชายหนุ่ม เอาถุงทองวางไว้ข้างๆ ตัวด้วย เสร็จแล้วก็กลับไป ชายหนุ่มทนอึดอัดอยู่จนถึงเวลาค่ำ จึงได้ลุกขึ้นเดินกลับบ้านไป เขาได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครต่อใครฟังหลายคน และมีอยู่คนหนึ่งเป็นคนขี้อิจฉา คิดจะทำอย่างเขาบ้าง เขาได้ทำตามชายหนุ่มคนแรกทุกอย่าง เริ่มด้วยการเอาข่ายไปดักปลา แล้วได้เดินตามรอยเท้าไปจนถึงถ้ำผีกองกอย และได้เป็นผัวนางกองกอย มีหน้าที่เฝ้าสมบัติ ต่อมาได้ขนเงินทองหนีออกจากถ้ำ แต่ไม่นานนักผีกองกอยก็ไล่ตาม และโดยที่เขาเป็นคนโลภขนเงินขนทอง มาหลายถุงจึงทำให้หนักวิ่งไม่สะดวก เมื่อเห็นผีกองกอยวิ่งไล่กระชั้นชิดเข้ามาก็จำเป็นต้องโยนทิ้งเสียบ้าง เมื่อวิ่งไปถึงไร่ มันก็ทรุดตัวลงแล้วเอาศีรษะซุกเข้าไปในหลุม แกล้งทำเป็นหมดความรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนแรกได้เคยทำมาแล้ว ผีกองกอยเข้ามาถึงก็พูดเช่นเดียวกันกับที่เคยพูดกับชายคนแรก และเมื่อเห็นเขาไม่เคลื่อนไหว ผีกองกอยก็เอานิ้วจี้ ชายคนนี้เป็นคนบ้าจี้ 
พอถูกจี้เข้าก็หัวเราะออกมา ผีกองกอยก็พลอยหัวเราะไปด้วย และได้ร้องออกมาว่า "กองกอย กองกอย" แล้วก็กินตับไตไส้พุงของชายโลภคนนี้จนหมด


ผีกองกอย

     นิทานลาวเรื่องนี้ได้ความรู้เรื่องผีกองกอยว่าร้อง "กองกอย" มีเท้ากลับกินของคาวสด มีทรัพย์สมบัติมาก รูปร่างคล้ายคนแต่ตัวเล็ก มีนิทานลาวเรื่องผีกองกอยอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า...มีชายคนหนึ่ง ไปดักปลาแต่ไม่เคยได้ปลาเลยจึงตรวจดูตามบริเวณนั้น ก็พบร้อยเท้าเล็กๆ ขนาดไม่เกินสามนิ้ว (แสดงว่า เท้าปุก) เขาก็แน่ใจว่าจะต้องเป็นผู้ที่มาขโมยปลาไป 
ได้แอบเฝ้าดูอยู่เกือบสว่าง จึงได้ยินเสียงคนเดินมาค่อยๆ เขาได้เห็นผีกองกอยมายืนอยู่ริมตลิ่ง เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผมยาวเหมือนแม่มด ผีกองกอยไม่ได้นุ่งผ้า ตัวเปล่าเปลือย เมื่อเขาเห็นผีกองกอยจะเข้าไปลักปลา เขาก็วิ่งเข้าไปจับแต่ก็จับไม่อยู่เพราะผีกองกอยมีแรงมากกว่า ในที่สุดเขาเองกลับถูกจับไปและถูกบังคับให้เป็นผัว ทุกครั้งที่ผีกองกอยออกไปหากิน มันจะเอาหินขนาดใหญ่มีน้ำหนักหลายตันปิดปากถ้ำไว้อย่างหนาแน่น ชายหนุ่มอยู่ กับผีกองกอยปีหนึ่งก็มีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชายหนุ่มมีหน้าที่คอยเลี้ยงลูกในตอนที่ผีกองกอยไม่อยู่ เขาต้องทนอยู่เป็นเช่นนี้ เป็นเวลาถึงสามปีและแล้ววันหนึ่ง ลูกชายของเขาก็พยายามผลักหินปิดปากถ้ำนั้นออกได้ ซึ่งผู้เป็นพ่อเองกลับผลักไม่ไหว ทั้งนี้ก็เป็นเพราะลูกได้รับกำลัง และอำนาจมาจากผีกองกอยนั่นเอง ชายหนุ่มไม่รอช้า เขารีบวิ่งหนีออกจากถ้ำทันที เมื่อผีกองกอย ตามทัน เขาก็แกล้งทำเป็นตาย อย่างชายหนุ่มในเรื่องแรก ผีกองกอยก็เอามือจี้สีข้าง แต่เขาทนได้และได้ปล่อยลมเสียออกมา ผีกองกอยได้กลิ่นตุๆ ก็นึกว่าตายจริง ก็เอาฆ้องใบหนึ่งวางไว้ข้างๆ ตัวแล้วพูดว่า "ถ้าเธอต้องการอะไร ก็ให้ตีฆ้องนี้ขึ้น" พอผีกองกอยไปแล้ว ชายหนุ่มก็กลับไปบ้าน เมื่อเขาต้องการเงินทองก็ตีฆ้องขึ้นก็ได้ดังปรารถนา

     จากนิทานเรื่องที่สองนี้ ได้ความเพิ่มเติมขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่า ผีกองกอยเปลีอยกายไม่นุ่งผ้า และมีลูกกับคนได้.. เรื่องผีกองกอย ในสมัยก่อนเชื่อกันมาก มักพูดคุยเล่าสู่กันฟังเสมอ พระยาราชเสนาได้เล่าว่า เมื่อ พ.ศ ๒๔๖๐ ได้ไปตรวจ ป่าเร่วและต้นอบเชยที่จังหวัดชัยภูมิ ได้ไปพักแรมที่ภูเขาเขียว คืนหนึ่งเวลาราว ๒๑ นาฬิกา หลับกันหมดแล้ว คงเหลือ แต่พระยาราชเสนากับนายด้วงปลัดอำเภอยังนอนคุยกันอยู่ และราษฎรที่สมัครไปด้วยอีกคนหนึ่งอายุกลางคน ชื่อ ตาโข้ ประพฤติตนเป็นผู้ใหญ่ยังไม่นอน แกนั่งจักไม้สานตะกร้าสำหรับใส่ของป่าที่จะหาได้ และคอยซนไฟที่ก่อไว้มิให้ดับ พระยาราชเสนากับนายด้วงได้ยินเสียงอะไรดัง จ๊อก จ๊อก ระยะห่างๆ เสียงนั้นเหมือนเสียงคนจุ๊ปาก หรือเสียงจิ้งจก แต่ดังกว่ามากแล้วเสียงใกล้เข้ามา และมีเสียงใบไม้ดังสวบตามเสียง "จ๊อก" ด้วยทุกจังหวะ คือดัง "จ๊อกสวบจ๊อกสวบ" เป็นคู่กันดังนี้เรื่อยมา เหมือนหนึ่งตัวที่ร้องนั้นกระโดดบนกิ่งใบไม้ตามเสียงที่ร้องนั้นทุกครั้ง  พระยาราชเสนาถามนายด้วง นายด้วงบอกว่าไม่รู้จัก เพิ่งได้ยินเสียงเดี๋ยวนี้เอง พระยาราชเสนาก็เตรียมปืนพร้อม นายด้วงก็ตามคอยดูว่า เมื่อเห็นตัวถนัดก็จะลั่นไกให้ได้ตัวมาดูให้รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรแน่ จนกระทั่ง เสียงนั้นเข้ามาถึงต้นไม้ในบริเวณที่พวกพระยาราชเสนาพัก พอสังเกตเสียงได้ว่าอยู่ที่ต้นใด มีแสงไฟมากองอยู่เรืองๆ พอเห็นต้นไม้ได้ถนัด แต่เจ้าของเสียงมันอยู่บนต้นไม้ มืดแลไม่เห็นตัวมัน ใจพระยาราชเสนาผู้หันปากกระบอกปืนไปทางต้นนั้นแล้วรู้สึกกระหยิ่มว่า ถ้ามันลงมาต่ำๆ คงได้เห็นอะไรแปลกๆ เป็นแน่ แต่ผิดหวังเพราะตาโข้อุตริออกเสียงเรียกชื่อคนขึ้น 

     แล้วเจ้าเสียงประหลาดก็ดัง "จ๊อก" บนต้นไม้ที่เราปองนั้นอีกครั้งเดียว และมีเสียงเหมือนลมพัดแรงๆ ลู่ใบไม้ต้นนั้นและต้นถัดไป ดังซู่เป็นเสียงยาว ประมาณ ๕ วินาที แล้วก็เงียบเลย พระยาราชเสนาเข้าใจว่ามันไปเสียแล้วจึงถามตาโข้ว่า แกเรียกใคร ตาโข้บอกว่าเรียกชื่ออ้ายอะไรจำไม่ได้ ซึ่งตายไปนาน ไม่ทราบว่ากี่สิบปีแล้ว ว่าเป็นชื่อที่ผีชนิดนี้กลัวมาก แกจึงออกชื่อให้อ้ายตัวที่แกว่าผีนั้นได้ยินเพื่อให้หนีไปเสีย พระยาราชเสนารีบถามตาโข้ อีกว่าผีอะไร ที่ไหน แกจึงบอกว่า อ้ายที่มันร้องจ๊อก จ๊อก นั่นแหละ ผีกองกอย มีตีนเดียว ใครพบรอยที่ไหนก็รอยตีนข้างเดียว เหมือนกันทุกแห่ง รอยตีนมันเท่ารอยเท้าเด็กเล็กๆ และผีอย่างนี้มันแปลงตัวให้เล็กเท่าลูกลิงก็ได้ เมื่อมันเห็นคนเดินทาง ในดงนอนหลับแล้ว มันลงมาหา
ของกิน ถ้าไม่ได้กินเลือดคนเพราะเขายังไม่ถึงที่ตาย มันก็ขโมยเขียดหรืออึ่ง (อึ่งยาง) ที่เขาจับใส่หม้อขังไว้เป็นอาหารดังกล่าว ทั้งนี้คนที่ไปด้วยหลายคนรับรองคำตาโข้ว่า ได้เคยเห็นรอยเท้ามันและเคยถูกขโมยเขียด ตกลงในครั้งนั้น พระยาราชเสนา ก็ไม่ได้เห็นผีกองกอยตัวจริงเลย !

ที่มา: หนุ่มขอนแจ่น Khonkaentoday

Friday, August 17, 2012

ผจญภัยกับงูเหลือมยักษ์

ประสบการณ์
จากธุดงค์วัตร

ผจญภัยกับงูเหลือมยักษ์

     ขณะที่หลวงปู่สุภาธุดงค์อยู่ตามถ้ำต่างๆ ในป่าแถบภาคอีสานของประเทศไทย ท่านได้ประสบพบอุปสรรคต่างๆ แทบจะเอาตัวไม่รอดหลายครั้ง แต่ด้วยศีลบารบีและการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดของท่าน ภยันตรายต่างๆ ในเถื่อนถ้ำเขาลำเนาไพรก็ปลาสนาการไปได้


ภาพประกอบจากหนังสือ
ฉลองอายุ 100 ปี หลวงปู่สุภา
     ดังเช่น ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านธุดงค์อยู่ในถ้ำ ท่านเล่าว่าถ้ำแห่งนั้นสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลาราวกับมีคนหรือเทวดาหรือเทพยดามาทำความสะอาดไว้ ขณะที่ท่านนั่งภาวนาอยู่ในกลดได้มีงูเหลือมยักษ์ตัวหนึ่ง โตขนาดเท่าต้นมะพร้าวได้กลืนท่านเข้าไปจนกระทั่งถึงโคนขา ท่านเล่าว่า ก่อนที่จะรอดกลับมาเป็นคนได้ต่อไปในครั้งนั้น เป็นเพราะท่านตั้งสัจจาอธิษฐานจิตมั่นไม่เคลื่อนไหวหรือ กระดุกกระดิก นั่งเพ่งเจ้างูเหลือมยักษ์และสื่อสารทางจิตว่า


      "เจ้าจะกินข้าจริงๆ หรือ ข้าอนุญาติให้เจ้ากินข้าได้ เพราะข้าสละหมดแล้ว ชีวิตร่างกายอะไรต่ออะไร ไม่มีแล้ว ที่ข้าปรารถนาทุกวันนี้ คือ นิพพาน ถ้าว่าเจ้าจะกินข้าจริงๆ ก็ได้แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าเจ้ากินข้าแล้วข้าต้องไปนิพพานนะ ถ้าข้าไปนิพพานไม่ได้เจ้าจะกินข้าเปล่าๆ ให้เจ้าถอยออกไป"


ภาพประกอบจากหนังสือ ฉลองอายุ 100 ปี หลวงปู่สุภา

     พอหลวงปู่พูดเสร็จ ท่านก็เร่งแผ่เมตตาจิต เจ้างูเหลือมยักษ์ก็ค่อยๆ คายร่างท่านออก แต่ท่านก็ยังคงนั่งแผ่เมตตาต่อไป จนกระทั่งดึกสงัดประมาณตีหนึ่ง ท่านได้ยินเสียงไม้ต้นใหญ่หักดังสนั่นหวั่นไหว ท่านนึกว่างูเหลือมยักษ์คงจะกลับจะกินท่านอีก ท่านจึงนั่งแผ่เมตตาตลอดเวลา และนึกว่าถ้างูเหลือมยักษ์จะกินท่าน ท่านก็จะยอมให้มันกิน  นั่งภาวนาจนสว่างก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พอได้เวลารุ่งอรุณ 6 โมงเช้า ท่านก็เก็บกลดเสร็จเรียบร้อย  ออกไปบิณฑบาตแล้วกลับมาฉัน พอฉันเสร็จก็เดินลงไปดูว่าเสียงที่ดังสนั่นเมื่อตอนดึกคืนนั้นเป็นเสียงอะไร  เมื่อท่านไปถึงก็เห็นเจ้างูเหลือมที่จะกลืนท่านได้ตายเสียแล้ว  แต่ท่านไม่ได้บอกให้ทราบว่าเจ้างูเหลือมยักษ์ตัวนั้นตายด้วยสาเหตุใด

     จากประสบการณ์นี้ หลวงปู่กล่าวว่า "การธุดงค์ขึ้นอยู่กับจิตของเรา ถ้าจิตวอกแว่กและกลัวเกินไปก็ตาย  พระธุดงค์ทั้งหลายเวลาไปธุดงค์พบอะไรต่างๆ แล้วเกิดความกลัวและตัดไม่ขาด จึงมักยังกลัวตายอยู่"



เครดิตเนื้อหา: หนังสือฉลองอายุ 100 ปี หลวงปู่สุภา กันตสีโล

Tuesday, July 24, 2012

ปู่สอนหลาน (ตอนจบ)

(ต่อจากตอนที่แล้ว)


"ไม่สัมภาษณ์ประวัติอีกเหรอ ?  อะไรก็สัมภาษณ์ประวัติ อะไรก็ประวัติ ถามกันอยู่ได้ พูดไปจนไม่รู้สักเท่าไหร่ ปู่ก็เล่าให้พวกเจ้าฟังอยู่บ่อยๆ  ไม่ใช่หรือ  ก็เอาไปเขียนกันเองว่ะ ... ถามอยู่ได้ "


"ก็ประวัติหลวงปู่ที่เอาไปเขียนน่ะ  บางอย่างก็ยังไม่หมด  บางอย่างก็เขียนไม่ได้  เพราะมันพิสดารจนเขียนไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะว่าอวดอุตริผิดแผกไปจากพุทธศาสนา  ทำให้คนมองไม่ดีอีกล่ะค่ะ  ขนาดพวกหนูมองหลวงปู่  ยังไม่เชื่อเลยว่าจะมีอายุยืนยาวตั้ง ๑๐๖ ปีแน่ะ  สุขภาพ  แข็งแรง ความจำดีทุกอย่าง  อย่างนี้ต้องเรียก "พระห้าสมัย" เพราะเกิดตั้งแต่สมัย ร.๕ เชียว  พวกหนูตายแล้วเกิดใหม่ หลวงปู่ยังไม่ตายเลย  นั้นชาตินี้พวกหนูขอตายก่อนหลวงปู่  หลวงปู่จะได้ส่งพวกหนูขึ้นไปอยู่บนวิมาน อิอิๆๆ"  ข้าพเจ้าพูดหยอกหลวงปู่  ท่านหันชำเลืองตามองดูแล้วก็หลับตาอีก


ใครจะเชื่อเรื่องอภินิหารหรืออิทธิฤทธิ์ต่างๆ  จะมิได้  ข้าพเจ้าคนนึงล่ะ  ถ้าไม่เห็นกับตา  ยากที่จะเชื่อ  ขนาดเห็นกับตายังไม่ค่อยจะเชื่อเลย  แต่พอมาเจอหลวงปู่สุภา  กนฺตสีโล  ข้าพเจ้าต้องทึ่งในความเป็นจริง  อย่าว่าแต่ข้าพเจ้าเลย  ญาติโยมทั้งหลายต่างประจักษ์ในสายตาตัวเองมากันแล้ว  นักมายากลทั้งหลายต้องชิดซ้ายเลย  หลวงปู่เป็นพระที่ถ่อมตนมากๆ  ความมีเมตตาจิตแก่ญาติโยมลูกหลานทั้งหลายต่างซาบซึ้งในความเมตตากรุณาของหลวงปู่สุดจะพรรณนาสมกับเป็นเพชรในพระพุทธศาสนาโดยแท้  ข้าพเจ้ามองหน้าท่านและก็คิดไปเรื่อย  ท่านขยับตัวลุกขึ้นนั่งตรง


"หนูถามต่อนะหลวงปู่"


"อ้าว... ยังไม่จบเหรอ"


"ค่ะ.... หลวงปู่คะ หมาหอนเพราะมันเห็นผีจริงมั้ยคะ?"


"หมามันหอนก็เรื่องของหมามัน  ก็มันอยากหอนนี่หว่า?"


"ชาวประมงที่มีอาชีพจับปลาขาย  บาปไหมคะ?"


"อันนั้นมันเป็นอาชีพ  ถ้ากลัวบาปก็เอามาถวายพระซิ"  พูดพลางหัวเราะ


"ทำบุญอย่างไรจึงจะได้ไปอยู่พรหมโลก?"


"ก็ต้องปฏิบัติธรรม  เจริญภาวนา  แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย  เทพเทวาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ กลัวตกนรกเหรอ?"  หันหน้ามาถามด้วยอารมณ์ดี


"สมัยตอนปู่อยู่ในป่าปฏิบัติกรรมฐาน  เพื่อให้พลังจิตแข็งแกร่ง  มันก็ไม่สำเร็จสักที  โมโหเลยวิ่งขึ้นเขาลูกโน้นทีลูกนั้นที จนเหนื่อยมันก็ไม่ได้ซักที  พอดีมีเสียงพูดดังมาว่า  "หยุดเถอะ  พระคุณเจ้า  อย่าทำแบบนั้นเลย"  หลวงปู่จึงหันมาปฏิบัติเจริญสมาธิใหม่โดยใช้คำภาวนา ๑๗ คำ คือ 


       "มะอะอุนะ  อะอุนะมะอุ  อุอะมะนะ  นะอะอุมะ"


๑๗ คำนี่แหละหลานเอ้ย... ทำอยู่ ๖ ปี จึงจะสำเร็จ ทำให้ได้เท่าหลวงปู่  หรือให้เก่งกว่าหลวงปู่  ปู่จะดีใจมากเลย"


"สาธุ"  ข้าพเจ้ายกมือสาธุ


"คงอีกหลายชาติแน่เลยคะ  บารมีหนูคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ"  ข้าพเจ้าพูด


"อ้าว... ไม่ทำจะรู้เหรอ  ไม่ฝึกหัดมันจะได้ยังไงนั่นแหละ  ทำอย่างปู่ว่านั่นแหละ"


"ค่ะ"  ข้าพเจ้ารับคำ


"ยึดให้มั่น  ตั้งสัจจะ  และปฏิบัติสม่ำเสมอโดยเคร่งครัด  กินน้อย  นอนน้อย  พูดน้อย  สันโดษ  ไม่มีเพื่อน"


"ค่ะ"


"ตอนนี้เธอต้องเหนื่อยหน่อย  เวลาปฏิบัติน้อย เอาไว้มันเข้ารูปเข้ารอยสักหน่อยก็จะมีเวลาล่ะ"


"คนเราต้องมีสัจจะ  ยึดให้มั่น  สังขารมันจะเจ็บก็ช่างมัน  ใจเราไม่เจ็บ ฮึดสู้ดูสิหลานเอ้ย... อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปวันๆ  เหมือนคนไร้ค่า  ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย  ธรรมะของพระพุทธองค์เลิศล้ำเหลือคณาหาที่สุดมิได้"


"หลวงปู่คะ"  ข้าพเจ้าเรียกต่อ


"เวลาที่คนมาทำบุญ  เผอิญเรามาด้วยแต่ไม่มีของมาถวาย  แต่เราร่วมกล่าวถวายของแก่พระสงฆ์ร่วมกับเขา  เราได้อานิสงส์มั้ยคะ?"


"ถ้าจิตเราเป็นกุศล  มุ่งมั่นของเรา  ถึงแม้ว่าจะไม่มีของมา แต่เราได้อนุโมทนาสาธุกับเขา  เราก็ได้ในส่วนของการอนุโมทนานั้นด้วย"


"วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ตามศาลพระภูมิที่บ้านน่ะ ส่วนมากจะเป็นเจ้าที่ระดับใดคะ?"


"เทวดา"


"และพระบางองค์บอกว่าคนเราเมื่อตายไป  จะไปเกิดเลย?"


"มันไม่ทุกคนหรอก  คนตายตามอายุขัยต้องไปอยู่ที่ศาลาพันห้องก่อน  รอคำพิพากษาตามบุญตามกรรมที่ทำมา  บางคนก็ไปเกิดเลย  บางคนก็ต้องรับกรรมที่ทำไว้  บางคนก็ไปเสวยสุขอยู่บนวิมานชั้นฟ้าโน่น  ใครทำบุญก็ได้บุญ  ใครทำบาปก็ได้บาป  สิ่งลี้ลับเร้นลับมันมีมากล่ะลูกหลานเอ้ย..."


"บางคนไม่สบายจะตายอยู่แล้ว  เมื่อสร้างพระพุทธรูปถวายวัด ทำไมยังไม่ตาย"


"อ้าว... ก็มันยังไม่ถึงที่ตาย  แล้วมันจะตายได้ยังไง"


"อ้าว... "  ข้าพเจ้าอ้าปากค้างในคำตอบ  พูดอย่างนี้ถามไม่ถูกเลย


"คนทำบุญด้วยเงินที่ได้มาโดยชอบธรรม  ย่อมได้อานิสงส์มากกว่าผู้ที่ทำบุญด้วยเงินไม่บริสุทธิ์ใช่มั้ยคะ?"


หลวงปู่พยักหน้า


"ผู้ที่นำสัตว์มาปล่อยในวัด  บาปมั้ยคะ?"


"บาปสิ  เอามาเป็นภาระให้กับพระและชี"


"หลวงปู่คะ  ญาติโยมถามว่า  การนั่งหลับตาเนี่ย  ได้บุญตรงไหนคะ?"


"นั่งหลับตาแบบนั่งหลับ  มันก็หลับได้และได้หลับ"  หลวงปู่อมยิ้ม


"นั่งหลับตา  ทำจิตให้เป็นสมาธิ  มีสติ  รู้ลมหายใจเข้าออก ทุกขณะ  มีสติระลึกอยู่  มีจิตที่สงบ  ไม่มีโกรธ  ไม่มีเกลียด  ไม่มีโลภ  ไม่มีโมหะ  ไม่มีโทสะ  อันนี้แหละจึงจะได้บุญ  เขากล่าวว่า 'จิตสงบเพียงแค่ช้างกระดิกหู งูตวัดลิ้น แค่นี้ก็ได้อานิสงส์มหาศาลแล้ว' "


หลวงปู่พูดไปพลางบ้วนน้ำหมากใส่กระโถนไป  แล้วหันมาถามข้าพเจ้า


"เข้าใจหรือเปล่า"


"พอเข้าใจค่ะ"
"หลวงปู่คะ  กลัวผีทำยังไง?"


"กลัวมันหักคอเหรอ  อีกหน่อยเราก็เป็นผีว่ะ!"


"คนจีนมีประเพณีฝังศพ  ถ้าขุดศพขึ้นมาเผาและไม่ฝังอีกต่อไป  ดีมั้ยคะ?"


"อันนั้นมันเป็นประเพณีของเขา  ช่างเค้าเถอะ  จะฝังจะเผาก็ตามแต่เค้าล่ะ"


"หลวงปู่คะ  แขวนพระไว้ที่คอ  เดินลอดราวตากผ้าถุงได้มั้ยคะ?"


"มันอยู่ที่จิตน่ะ  พระที่ทำเค้าจะปลุกเสกด้วยพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ  ไม่เหมือนพวกไสยศาสตร์ อันนั้นเสื่อม"


"การปลุกเสกพระ  จำเป็นมั้ยคะว่าจะต้องเป็นพระเสกและต้องทำพิธีโดยพระเสมอไป?"  ข้าพเจ้าถามต่อ


"ใครเสกก็ได้  ถ้าคนนั้นมีพลังจิตแข็งแกร่ง  มีเมตตา มีศีล  ต้องดูว่าเสกแบบไหน  ทางค้าขาย  ทางเมตตา  ทางคงกระพัน  ทางแคล้วคลาด  อย่างปู่สอนพวกเธอนั่นไง  ตั้งธาตุหนุนธาตุ  มีการเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เทพเทวาทั้งหลายลงมาช่วยกระทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์มีอานุภาพยิ่งขึ้น  การเปิดเนตรพระ. นางกวัก ใครทำก็ได้  สวดๆไป มันก็ศักดิ์สิทธิ์เองแหละ  เธอก็หัดเอาว่ะ  ปู่สอนให้หมดแล้ว  จะทำอะไรก็ให้ตั้งใจทำ  ทำให้จริง  มันก็ได้จริง  ทำเล่นมันก็ได้เล่น  เข้าใจหรือเปล่า?"


"เข้าใจค่ะ"  ข้าพเจ้าตอบหลวงปู่  ท่านยกมือขึ้นโบก


"ไปๆ  ปู่จะนอน"  พูดจบท่านก็เอนหลังลงนอน ข้าพเจ้าจึงลากลับกุฏิ  ตั้งใจว่าคืนนี้จะไปถามอีก  แต่คิดไปคิดมาสงสารท่าน  ให้ท่านพักผ่อนดีกว่า เอาล่ะ  ยุติการสนทนาเพียงนี้ดีกว่านะ  หลวงปู่ท่านสมกับเป็นปูชนียบุคคลโดยแท้  เมตตาทุกคนที่แวะเวียนมากราบนมัสการ  ขอพร ขอเมตตาจากหลวงปู่  แต่ไม่เห็นมีใครมาให้พรกับหลวงปู่บ้างเลย


ฉะนั้น ในวันนี้ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๔  พวกลูกหลานซาบซึ้งในความเมตตากรุณาที่หลวงปู่มีให้กับหลานๆ  หลานทุกคนจึงพร้อมใจกันอวยพรให้หลวงปู่บ้าง


"ลูกหลานขออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก  บารมีแห่งพระพุุทธองค์  อานิสงส์ของพระโพธิสัตว์  เทพเทวาทั้งหลาย  ทุกภูมิ  ทุกภพ  บรรจบกับดวงจิตของหลานๆ ที่เพียรปฏิบัติบูชา  คุณครูบาอาจารย์  ขอให้หลวงปู่ มีสุขภาพจิต  สุขภาพกายแข็งแรง  ทุกข์โศกโรคภัย  จงอันตรธานหายไป ให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่หลานๆ  ตราบนานเท่านาน  และขออานิสงส์ทั้งหลายที่ได้เพียรปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา  บวกกับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ของหลวงปู่ จงนำพาให้หลวงปู่ถึงแก่ มรรค ผล และนิพพาน  ในอนาคตกาลเบื้องหน้านี้เทอญ....สา...ธุ"


                                                              แม่ชี  ณัฐทิพย์  ตนุพันธ์




ผมขอขอบคุณ แม่ชี ณัฐทิพย์ ตนุพันธ์ และ ผู้จัดทำหนังสือครบรอบ ๑๐๖ ปี หลวงปู่สุภา อีกครั้ง ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสคัดลอกบทความดีๆ มาเผยแพร่ในเวปบล็อกนี้









Monday, July 16, 2012

ปู่สอนหลาน (ตอนแรก)


     ผมได้ขอนำบทความที่แม่ชี ณัฐทิพย์ ตนุพันธ์ ได้เขียนถึงหลวงปู่สุภา โดยผลงานจะเป็นลักษณะที่แม่ชีได้เรียนรู้จากการสนทนากับหลวงปู่   บทความนี้ได้ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ อัตตะประวัติ ๑๐๖ ปี หลวงปู่สุภา กันตะสีโล ของ นาย แสน วิชาชาญ


ปู่สอนหลาน
โดย...แม่ชี ณัฐทิพย์ ตนุพันธ์

เสียงระฆังดัง “เง่งหง่างๆ” มาแต่ไกล ปลุกให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายมี พระ, ชี, อุบาสก, อุบาสิกา ต่างทยอยกันทำกิจส่วนตัว สลัดความง่วงเหงาหาวนอน มาพร้อมกันในศาลาปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระเจริญภาวนา เมื่อทำกิจทางสงฆ์เสร็จต่างก็สะพายบาตรเดินบิณฑบาต โปรดญาติโยมไปตามทางลาดยาง ตามถนน ตามบ้าน
ชาวบ้านต่างกุลีกุจอใส่บาตรกันเป็นกิจวัตรทุกวัน ถ้าวันไหนไม่อยู่ชาวบ้านจะบอกทันที “พรุ่งนี้จะหยุดใส่บาตรสัก ๓ - ๔ วันนะ จะไปธุระต่างจังหวัด” นี่แหละน้ำใจและความศรัทธาญาติโยมที่มีให้กับผู้ที่บวชอยู่ในบวรศาสนา บรรพชิตทั้งหลายควรที่จะสำนึกในความเป็นบรรพชิต เป็นนักบวช เป็นลูกหลานของพระพุทธองค์ เป็นตัวแทนที่ดีงาม ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติบูชา พระพุทธคุณ, พระธรรมคุณ, พระสังฆคุณ มีคุณธรรมประจำกายและมีธรรมะประจำใจ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บรรพชิตรุ่นหลัง ช่วยพยุงเกื้อหนุนศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไปตราบนานเท่านาน
ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หนึ่งที่เลื่อมใสในความเป็น “พุทธ” เลื่อมใสในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ของพระพุทธองค์และเหล่าสาวกทั้งหลายจึงต้องเข้ามาอยู่ในใต้ร่มโพธิ์ ร่มไทรแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม” เมื่อรับบิณฑบาตจนพอควรแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินกลับสำนักพร้อมด้วยเพื่อนสหธรรมิก มองเห็นเจดีย์ทองเหลืองอร่ามแต่ไกล เห็นเงาตะคุ่มๆ เดินโยกไป โย้มาคล้ายจะเซล้ม อ๋อ...พระแก่ๆ นั่นเองอายุคงจะราวๆ ๘๐ กว่าๆได้ ใครจะเชื่อว่าท่านจะอายุสูงขนาดนั้น “๑๐๖ ปี” โอ้โฮ...ยังแข็งแรงทั้งความคิด จดจำแม่นยำกว่าพวกเราที่ยังหนุ่มยังสาวอีก
ข้าพเจ้ารีบเดินกลับกุฏิ จัดการกับอาหารในบาตรเสร็จเรียบร้อย ตั้งใจจะมากราบนมัสการแก่พระรูปนั้น

“ อยากรู้ล่ะซิ ว่าพระแก่รูปนั้นคือใคร ? “

“ หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล”  อ๋อ.....

ท่านยิ้มพร้อมกับโชว์ฟันและปากที่แดง พร้อมกับหมากที่ตำและอัดเป็นคำๆ เข้าปาก
“ ยาหรือ ?" ท่านเอ่ยถาม

“ ค่ะ"  ข้าพเจ้าตอบพลางขยับเข้าไปใกล้

“ มีอะไร ?"  หลวงปู่ถาม

“ หลวงปู่คะ ญาติโยมฝากคำถามต่างๆ ให้หนูช่วยเรียนถามหลวงปู่ค่ะ ?”

ท่านหันมามอง "ถามอะไร ?"

“ มีหลายคำถามค่ะ ?” ข้าพเจ้าตอบ

“ อ้าว!... เธอก็ตอบแทนปู่สิ ?"  ท่านทำเสียงขึงขัง

“ ความรู้ ความสามารถ และอานิสงส์ของหนูยังด้อยค่ะ หลวงปู่ตอบดีกว่า หลวงปู่คะ การทำบุญใส่บาตร ถวายของให้พระกับชีจะได้บุญและอานิสงส์ต่างกันไหมคะ ?" 

“ เธอว่าเท่ากันไหมล่ะ ?”  ท่านย้อนถามและพูดต่อ

“ นี่ล่ะนะ ..... หลานเอ้ย ..... การทำบุญเขาไม่ให้เลือกพระ แต่ถ้าพระที่เราทำบุญไปแล้ว ไม่มีการเจริญภาวนา ไม่มีการทำกิจของสงฆ์ บวชมากินกับนอน “ ได้บุญ”  แต่ได้ครึ่งเดียวต่างกับพระ ชี ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีการเจริญภาวนา แผ่เมตตาอยู่เป็นนิตย์ อานิสงฆ์ย่อมได้ต่างกัน”

“ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะ ?”

“ อ้าว .... ก็ดูเอาแหละ”

“ ชีปฏิบัติธรรม สามารถบรรลุเป็นอรหันต์ได้ไหมคะ ?” ข้าพเจ้าถามท่านต่อ

“ ทำไมจะไม่ได้ ดูอย่างพระเจ้าพิมพิสารสิ ไม่ได้บวชเป็นพระ ยังปฏิบัติเป็นอรหันต์ได้เลย พระที่บวชมา กินกับนอน ไม่ปฏิบัติอะไรเลย เล่นแต่คอมพิวเตอร์นั่นแหละลงนรกหมด” พูดจบท่านก็หัวเราะ


" หลวงปู่คะ พระบางรูปบอกว่า "ชี" ไม่ใช่นักบวช นักบวชจะต้องถือศีล ๑๐ ขึ้นไป?"


"ต่างคนก็ต่างพูดไปตามความคิดเห็นของตัวเอง รู้จริงบ้างไม่จริงบ้างล่ะ ลูกหลานเอ้ย...."


"นรก, สวรรค์ มีจริงมั๊ยคะ ?"


"เธอว่ามีมั๊ยล่ะ ?" ท่านย้อนถามข้าพเจ้า


" ถ้าถามหนู หนูว่ามีจริง แต่บางคนบอกว่าไม่มี ชาติหน้ายังไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่า!  อย่างนี้เขาเรียกว่า "ประมาท" เอาง่ายๆ ถ้าเราทำความดี จิตใจเราก็เบิกบาน สบายใจสบายกาย นี่แหละ "สวรรค์ในอก" ถ้าทำสิ่งชั่วสิ่งเลว มันก็หาความสุขไม่ได้ มีแต่หวาดระแวง นี่ไง "นรกในใจ"  ตายทั้งเป็นทั้งที่ยังไม่ตายเลย จริงมั๊ยคะ ?" ข้าพเจ้าถามหลวงปู่


ท่านพยักหน้ารับ


"การทำบุญเนี่ย บางคนชอบทำบุญ แต่พอทำไปด่าไป ตำหนิไป จะได้บุญไหมคะ ?"


"ก็สิ่งที่เค้าด่าน่ะ จริงมั๊ยล่ะ ถ้าจริงมันก็ถูกของเขา แต่ถ้าไม่จริง เค้าก็ลงนรกเองแหละ"


"หลวงปู่ ... คนตายไปแล้ว ญาติโยมทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นั้น เค้าจะได้รับหรือเปล่าคะ ?"


" คนส่งถึง คนรับถึง มันก็ถึงว่ะ"


" บางคนบวชไม่ได้ แก้เคล็ดโดยการเป็นโยมอุปถัมภ์พระหรือชีที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จะได้อานิสงส์ไหมคะ ?"


"อ้า.... ก็ได้น่ะสิ  และเธอจะรู้ได้ยังไงว่าพระหรือชี รูปไหน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ? " ท่านย้อนถามข้าพเจ้า


" ตามความเห็นของหนูนะ.... หนูจะไม่ดูพระที่บุคลิกภายนอกเพราะพระบางรูป เสแสร้งเก่ง เวลาอยู่กับญาติโยม วางตัวดูแล้วน่าเลื่อมใส ทำท่าทางนิ่มนวล พูดจาไพเราะ โดยเฉพาะกับสีกาสาวๆ ทำเหมือนว่าปฏิบัติเคร่ง แต่พอลับหลังเป็นคนละคนเลย ญาติโยมไม่เห็นไม่รู้ นั่นก็ต้องเป็นกรรมของคุณโยมที่เจอพระแบบนั้น เหมือนกับส่งเสริมในสิ่งที่พระทำไม่ดีให้เจริญงอกงามออกนอกลู่นอกทางของการเป็นบรรพชิต เป็นศิษย์เป็นลูกหลานของพระพุทธองค์แต่เพียงกาย บวชมาเพื่อแสวงหาชื่อเสียง ลาภสักการะ หาช่องทางทำมาหากินโดยอาศัยจีวรพระมาห่มกาย ออกเรี่ยไรญาติโยมพุทธบริษัทให้ศรัทธา บวชมาศึกษาแบบฆราวาสเขาทำกัน อย่างนี้ถือว่าผิดพระธรรมวินัยมั้ยคะ ?" ข้าพเจ้าถาม


" อันนี้นะ .... ผิดวินัยสงฆ์ แต่ไม่บาป เพราะไม่ได้ทำร้ายใคร หรือทำให้ใครเดือดร้อน"


"หลวงปู่คะ.... ทำไมพวกที่นั่งสมาธิเห็นโน่นเห็นนี่  แต่พอให้ดูสิ่งเดียวกัน  ทำไมจึงดูไม่เหมือนกันคะ ?"


" ถ้าดูจริง  ทำจริง  ได้จริง  มันก็จริง  ทำไม่จริง  ดูไม่จริง  ได้ไม่จริง  มันก็ไม่จริง"


" ยังไงคะ ?"  ข้าพเจ้าย้อนถามหลวงปู่


" อ้าว...  ถ้ามันปฏิบัติจริง  นั่งได้ดวงธรรมจริง  เห็นจริง  มันก็จริงล่ะ  ถ้าไม่ได้ดวงธรรมจริง  มันก็โกหกล่ะซิ"


"แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะ ?"


"อ้าว.... เธอก็นั่งได้นี่  ก็นั่งดูเอาเองวะ.... ถามได้"  หลวงปู่พูดแล้วก็หัวเราะด้วยอารมณ์ดี  นั่งกระดิกเท้าชอบใจใหญ่ สรุปแล้วจริงหรือไม่จริง  ต้องพิสูจน์เอาเอง


" เฮ้อ" .... ข้าพเจ้าถอนใจ


ข้าพเจ้าหยุดถามหลวงปู่ครู่หนึ่ง  ท่านก็นั่งเคี้ยวหมากพร้อมกับเอนหลังพิงกับหมอน  หลับตาเคี้ยวหมากอย่างอร่อย อยู่อย่างนั้น


"เลิกถามแล้วรึ ?" ท่านถามทั้งยังหลับตาอยู่อย่างนั้น


" มีอีกค่ะ"


" ให้หลวงปู่พักผ่อนก่อนค่ะ"



                                                 

                                                                                                                       ติดตามตอนต่อไป